|
ประวัติความเป็นมาของเพลงพระราชนิพนธ์
มาร์ชราชนาวิกโยธิน
โดย ร.อ.บุญเลิศ ถาพันธ์ ตำแหน่ง
นายทหารกิจการพิเศษ สังกัด ส่วนการฝึกและศึกษา
หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน ค่ายเทวาพิทักษ์
อ.โป่งน้ำร้อน จ. จันทบุรี
โดยคัดลอกมาจาก การเรียบเรียง
ของ พล.ร.ต.สนอง นิสาลักษณ์ อดีต ผู้บังคับการ
กรมนาวิกโยธิน ท่านได้เรียบเรียงไว้เมื่อ วันที่ ๒๒ กรกฏาคม
พ.ศ.๒๕๐๘
ก่อนที่ผมจะรายงานให้ท่านผู้อ่านได้ทราบถึงประวัติความเป็นมาของเพลงมาร์ชราชนาวิกโยธิน
ผมขอเรียนท่าน
ผู้อ่านทุกท่านที่สนใจว่า
ผมต้องใช้คำเต็มเสมอจะไม่ใช้คำย่อต่างๆ
เพราะหลายๆท่านที่เกษียณอายุราชการไปแล้วอาจจำคำย่อ
ของหน่วยต่างๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ไม่ได้
หรือพี่น้องประชาชนทั่วไปอาจจะไม่เข้าใจ
คำย่อของทางทหารครับจึงขอเรียนให้ท่านได้ทราบ
และเข้าใจตรงกัน
ตามที่
ผมได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้นว่า ในวันที่ ๒๘ มิถุนายน ของทุกปี
หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ถือเอาวันนี้เป็นวันทหารนาวิกโยธิน
ซึ่งในปี พ.ศ.๒๕๕๒ เป็นปี ที่ ๕๐ ตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้น
ค่ำ เดือน ปี จุลศักรา
คริสศักดิ์ราช
ในปีนี้หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน
จะจัดกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่มากมาย ที่หน้ากองบัญชาการนาวิกโยธิน
อ่าวเตยงาม อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี และจะรายงานให้ทราบต่อไป
สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมต้องพิมพ์และคัดลอกข้อความลงในหนังสือพิมพ์ต่างๆ
พร้อมทั้ง เว็บไซด์
ที่มีพัทธกิจร่วมกัน คือ เมื่อ วันที่ ๑ มิ.ย. ๕๒ ท่าน
พล.ร.อ.วสินธ์ สาริกภูติ อดีต
ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน
ท่านได้มาบรรยายให้กับ กำลังพลที่หน่วยส่งมาเข้ารับการอบรม ที่
ศูนย์การฝึก หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
ระหว่างวันที่ ๑ –
๔ มิ.ย. ๕๒ เกี่ยวกับ โครงการ
นาวิกโยธิน รวมใจ ทหารเรือไทย เทิดไท้ องค์ราชันย์
ในหัวข้อ
สถาบันพระมหากษัตริย์กับหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน
ผมจึงอยากจะเผยแพร่ให้พี่น้องทหารนาวิกโยธินและ
น้องๆ
ทหารพรานนาวิกโยธิน(ท่านก็เป็นสายเลือดทหารนาวิกโยธินเช่นเดียวกัน
เพราะหน้าอกเสื้อของท่านคือ นาวิกโยธิน)
มีเหตุการณ์หลายตอนเกี่ยวกับประวัติเพลงมาร์ชราชนาวิกโยธิน
จึงค่อนข้างที่จะลำบากสำหรับการรวบรวมอยู่ทั้งที่ผมได้สั่งการไปแล้ว
จึงขอถือโอกาสเรียบเรียงมาเล่าสู่กันฟังดังนี้
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น
ประกอบกับเพื่อนนายทหารหลายท่าน
ได้เสนอแนะว่าควรได้นำเรื่องราวความเป็นมาของเพลงราชนาวิกโยธิน
ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งของการจัดงานรื่นเริงประจำปี
ของกรมนาวิกโยธินมาเล่าสู่กันฟัง เพราะพวกเราจำนวนมาก
ไม่มีความรู้เรื่องนี้มาก่อน
ผมมีความคิดเห็นสอดคล้องแต่ยังหวั่นใจวว่าจะเขียนออกมาในรูปใด
จนกระทั้งผมมีโอกาสได้เข้าเฝ้า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันนี้และก็ได้นำความดำริขึ้นกราบบังคมทูล
เพื่อทรงวินิจฉัยว่าจะเป็นการสมควรเพียงใด
พระองค์รับสั่งว่า “
.........ก็เป็นความจริงใช่ไหม
?
ฉะนั้นก็น่าจะเล่าให้เขาฟังกันได้เพื่อเขาจะได้รู้กัน
ดีกว่าที่จะไปพูดกันผิดๆ........”
ผมรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ
และมีความภาคภูมิใจในพระมหากรุณาธิคุณอย่างที่ไม่สามารถจะบรรยายออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรได้
และก็เริ่มเขียนความเป็นมาโดยอาศัยความทรงจำเพราะมีเวลาอยู่เพียงเท่านี้
ตามปกติระหว่างปลายเดือน
มีนาคม จนถึงเดือน มิถุนายน ของทุกๆปี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงแปรพระราชฐาน
ไปประทับที่พระราชวังไกลกังวลหัวหิน
แต่ทั้งนี้พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้เว้นพระราชกรณียกิจ
และต้องเสด็จพระราชดำเนิน
กลับกรุงเทพมหานคร ในงานพระราชพิธีต่างๆ
ที่จะต้องปฎิบัติเป็นประจำ หรือได้ทรงรับเชิญ
ระหว่างประทับแรมที่ หัวหิน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสร์รับสั่งเป็นการประจำให้อาชองครักษ์เข้าเฝ้าและรับพระราชทานอาหารค่ำ
อย่างไม่เป็นทางการได้ทุกวันตามอัชฌาสัยสำหรับคืนนี้วันสิ้นสัปดาห์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมักจะโปรดเกล้า ฯ
เชิญผู้บังคับบัญชาทหารและตำรวจที่ทำหน้าที่รักษาการณ์มาเลี้ยงและรื่นเริง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงดนตรี และโปรดเกล้า ฯ
ให้ทหารเหล่าต่างๆ ขึ้นมาร้องเพลง ซึ่งตราบเท่าทุกวันนี้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงเปิดโอกาส
และพระราชทานความเป็นกันเองมากขึ้น
ในคืนวันหนึ่งปลายเดือน
เมษายน ๒๕๐๒ ซึ่งเป็นระยะที่ผมเข้าเวรราชองครักษ์ ณ ศาลาเริง
พระราชวังไกลกังวล
ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
กำลังทรงพระเกษมสำราญกับการทรงดนตรี
ผมเป็นผู้หนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รับสั่งให้ขึ้นไปร้องเพลงนาวิกโยธิน
ผมต้องกราบบังคมทูลความจริงว่า
เพลงนาวิกโยธินยังไม่มีและได้ร้องเพลงทหารเรือแทนถวาย
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพักจากแสดงดนตรี
ได้ทรงละวงดนตรีลงมาประทับข้างล่าง
เพื่อพวกเราจะได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
อย่างใกล้ชิด
ผมรู้สึกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสำราญเป็นพิเศษและพระราชทานความเป็นกันเองมากทีเดียวในคืนวันนั้น
ผมได้รับพระราชทานเหล้าองุ่นจากพระหัตถ์ ๑ แก้ว
แล้วก็ทรงเตือนสติว่าไม่ต้องอาย
ซึ่งทำให้ผมมีความกล้าขึ้นเป็นอันมากนับตั้งแต่นั้นมา
และในคืนวันนั้นเองผมซึ่งได้รับการสนับสนุนกำลังใจ
คุณ สุรเทิน บุนนาค ก็ค่อยๆ คลานเข้าไปกราบพระบาทพร้อมกับ
ขอพระราชทานเพลงประจำทหารนาวิกโยธิน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำท่าฉงนสนเท่ห์แต่ก็ไม่ได้รับสั่งว่ากระไร
ผมนั่งสำรวมอยู่พักหนึ่งแล้วจึงกราบทูลลาถอยออกมานั่งอยู่ในกลุ่มมิตรสหายต่อไป
ขณะนั้นบอกไม่ถูกว่าที่ได้กระทำไปนั้นสมควรหรือไม่
เพียงไร แต่เมื่อย้อนกลับมานั่งนึกถึงพระราชดำรัสที่ไม่ให้อาย
ก็ทำให้สบายใจไปได้ มิตรสหายและท่านที่เคารพหลายท่านแวะเวียน
เข้ามาถามว่ามีกระแสร์รับสั่งว่าอะไร
ก็ได้อธิบายไปอย่างไม่อายว่า ขอพระราชทานเลงนาวิกโยธิน
ซึ่งต่างก็ได้รับการสนับสนุนว่า
ต้องได้แน่แต่วิพากษ์วิจารย์กันว่าอาจจะช้าหน่อยเพราะคิวยังยาวและบางรายที่ขอมากินเวลาเป็นแรมปี
ต่อมาวันที่ ๒๗ มิถุนายน
๒๕๐๒ ขณะที่ผมอยู่สัตหีบ ได้รับโทรเลขราชนาวี
จากสมุหราชองครักษ์ว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งให้เข้าเฝ้า ฯ
ในวันรุ่งขึ้น ผมมีความตื่นเต้นเป็นอันมาก
และเดาไม่ออกว่าจะเกี่ยวกับเรื่องอะไร
แต่ในขณะนั้นกรมนาวิกโยธินเรากำลังออกฝึกซ้อมแฟนซีดริลกันอย่างขะมักขะเม้นเพื่อเตรียมถวายทอดพระเนตรเป็นครั้งแรกในวันที่
๕ กรกฎาคม ผมได้เข้าเฝ้าตามกำหนดนัดหมายในวันรุ่งขึ้น
คือวันที่ ๒๘ มิถุนายน
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกำลังทรงแบตมินตัน
ขณะที่คอยอยู่นั้นก็ได้รับข่าวว่า จะพระราชทานเพลง
ผมมีความรู้สึกเหมือนฝันและตื้นตันไปด้วยปลื้มปิติ
เมื่อทรงพักจากการทรงแบตมินตัน
แล้ว ผมก็เข้ากราบพระบาท
ขณะที่ประทับยืนและพระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์
“
ราชนาวิกโยธิน
”
แก่ผมพร้อมรับสั่งว่า
“
นาวิกโยธินอเมริกันมาครั้งนี้
เขาต้องแสดงเพลงของเขาแน่ให้นำเพลงนี้ไปหาใครช่วยแยกโน้ตและให้แสดงได้ในวันที่
๕ กรกฎาคม ”
ผมกราบลงด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
แล้วรีบนำโน้ตเพลง ราชนาวิกโยธินมาหารือกันว่า
จะทำอย่างไรเพราะมีเวลา
อยู่น้อยเต็มทีในที่สุดก็ดำเนินการเป็น ๒ ทางคือ
ขอความร่วมมือจาก กองดุริยางค์กองทัพเรือทางหนึ่ง และ
ทางสถานเอกอัครราชทูตอเมริกันอีกทางหนึ่ง....................................
......
เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานมาถึง ๖ ปีแล้ว
ผมจึงใคร่ทบทวนความจำว่าวันอาทิตย์ที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๐๒
นั้นมีอะไรกันในวันนั้นกองทัพเรือและสถานเอกอัครราชทูตอเมริกันได้ร่วมกันจัดให้มีการแข่งขันฟุตบอลล์
ระหว่างหมู่เรือสะเทินน้ำสะเทินบกของกองเรือที่ ๗ สหรัฐนาวี
และราชนาวีไทยเพื่อเก็บเงินสมทบทุน
“
มหิดล”
เวลา ๑๕๐๐ ณ สนามศุภชลาศัย
กรีฑาสถานแห่งชาติในการนี้กองทัพเรือและหมู่อเมริกันดังกล่าวแล้วจะได้ร่วมจัดรายการ
แสดงทหารนาวิกโยธิน ไทย –
อเมริกัน และมีดนตรีบรรเลงในการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระบรมราชินีนาท
และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เสด็จ ฯ ทอดพระเนตรและมีข้าราชการ
คณะทูตานุทูตดดยเสด็จพระราชกุศลครั้งนี้ด้วย
ดังได้ทราบแล้วว่าสถานเอกอัครราชทูตอเมริกันมีส่วนเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เพื่อได้ทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานเพลง “
ราชนาวิกโยธิน ”
ให้แก่กรมนาวิกโยธินซึ่งจะมีส่วนร่วมในการแสดงครั้งนั้น
ประกอบกับแตรวง
ของกองพลทหารนาวิกโยธินอเมริกัน ที่ ๓
ก็จะมีบทบทาในการแสดงด้วย
เขาจึงได้ทำทุกอย่างเพื่อความสำเร็จร่วมกัน
ซึ่งผมได้ทราบว่าได้มีการใช้ทั้งเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์กันอย่างเต็มที่เพราะว่าขณะนั้นหมู่เรือรบอเมริกันหมู่นี้กำลังจอดอยู่
ที่ฟิลิปปินส์และกำลังออกเดินทางต่อมายังประเทศไทย
ซึ่งในที่สุดเราก็ได้ดน๊ตที่แยกแล้วมาทันตามกำหนด
และเมื่อหมู่เรือรบอเมริกันหมู่นั้น
เข้าเทียบท่าเรือ
คลองเตยก็ได้ทราบว่าแตรวงของพลทหารนาวิกโยธินอเมริกันที่ ๓
ที่อยู่บนเรือลำเลียงลำหนึ่งได้มีโอกาสฝึกซ้อมร้องเพลง
“
ราชนาวิกโยธิน ”
ซึ่งจบลงท่ามกลางเสียงตบมือ
ที่ได้ด้อยไปกว่าครั้งแรกและภายหลังการแข่งขันฟุตบอลล์ครึ่งหลังผ่านไปแล้ว
ก่อนพิธีในวันนั้นแตรวงทั้งสองวงคือ ราชนาวี
และของนาวิกโยธินอเมริกันได้มาตั้งกระบวนเรียงแถวหน้ากระดานหน้าที่ประทับ
และร่วมกันบรรเลงเพลง “ราชนาวิกโยธิน
’’
เป็นการปิดรายการ
ซึ่งได้รับการปรมมืออย่างใหญ่ที่สุด เมื่อบรรเลงเพลงจบลง
ผมในฐานะกรรมการผู้หนึ่งในการจัดงานครั้งนี้
เมื่อเสร็จหน้าที่จากสนามกีฬาแล้วก็รีบเดินทางเข้าไป
ในพระราชวังสวนจิตรลดา
เพื่อกราบบังคมทูลถึงความรู้สึกของทหารนาวิกโยธินในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
วันนั้นเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดนตรี
ฉะนั้นเมื่อผมไปถึงบริเวณโรงละคร
ก็ได้ยินเสียงการบรรเลงเพลงราชนาวิกโยธินอยู่
ผมถวายความเคารพแล้วยืนคอยอยู่ห่าง ๆ
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพักจากการบรรเลงเพลงแล้วผมจึงได้เข้าเฝ้า
กราบบังคมทูล
และก็ได้รับพระราชทานพระบรมราโชวาทให้ทหารนาวิกโยธิน
หมั่นฝึกซ้อมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นและไม่ใช่การฝึกเฉพาะ
ที่นำมาแสดงนี้ แต่หมายถึงการฝึกในทุก ๆ
โอกาสผมน้อมรับด้วยความซาบซึ้งในความห่วงใยและพระเมตรากรุณาที่ทรงมีต่อ
ทหารนาวิกโยธินเป็นอย่างยิ่ง
แล้วผมก็เชิญพระบรมราโชวาทมาประกาศให้ทหารทุกคนทราบ
จะเห็นได้ว่าการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงพระราชทานเพลง “
ราชนาวิกโยธิน ”
แด่ทหารนาวิกโยธินนั้น
ตามความเข้าใจของผมก็คือ
คงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ทหารหน่วยนี้เป็นทหารที่เข็มแข็งจริง
ๆ เข็มแข็งตามแบบธรรมเนียม
ของทหารนาวิกโยธิน
ที่มีชื่อเสียงทั้งหลายและผมในฐานะที่อยู่กรมนาวิกโยธินมานาน
ก็ได้เห็นแล้วว่ากิจการของทหารนาวิกโยธิน
ได้เจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ
พร้อมที่จะเป็นทหารที่เข็มแข็งตามพระราชประสงค์โดยยึดมั่นในพระบรมราโชวาทอยู่เสมอ
และเราทุกคนมีความเชื่อมั่นว่าทหารนาวิกโยธิน
จะมีคุณค่าอย่างสูงต่อประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
และรัฐธรรมนูญ
ความเป็นมาของเพลง
“ราชนาวิกโยธิน”
ยังมีต่อไปอีก เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ
สมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา
ระหว่าง ๑๔ มิถุนายน ถึง ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๐๓
ในวันที่ประธานาธิบดีไอเซนเฮาว์ถวายพระกระยาหารค่ำ ณ
ทำเนียบประธานาธิบดีนั้น วงดุริยางค์
United States Marine Band Orchestra
ซึ่งเป็นดุริยางค์ประจำตัวประธานาธิบดี
ได้บรรเลงเพลงราชนาวิกโยธินถวาย พร้อมกับจัดทำเป็นแผ่นเสียง
Long Play
หน้าหนึ่งบรรเลงโดย
United States Marines Band Orchestra
อีกหน้าหนึ่งบรรเลงโดย
United States Marines Band
ใส่อัลบั้มอย่างสวยงามนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายในโอกาสนั้นด้วย
และยังได้ส่งมาให้ที่กรมนาวิกโยธิน และผมอีกด้วย
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปประเทศออสเตรเลียเมื่อปี
๒๕๐๗ หนังสือพิมพ์ทั้งไทยและอังกฤษก็ได้ลงข่าว
การบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์
โดยวงดนตรีที่มีชื่อเสียงของประเทศนั้นถวาย ณ
คอนเสิร์ตฮอลล์ แห่งชาติ
โดยเฉพาะได้กล่าวสดุดีเป็นพิเศษแก่เพลงราชนาวิกโยธิน
ส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ของเพลงนี้ก็คือ เนื้อร้อง
ซึ่งเป็นความตั้งใจของเราที่ต้องการจะให้เพลงนี้เป็นเพลงอมตะ
เพราะทำนองนั้นพิสูจน์ตัวเองดีอยู่แล้ว
การหาเนื้อร้องจึงต้องทำเพื่อการส่งเสริมทำนอง
หรืออย่างน้อยก็จะรักษาคุณค่าไม่ให้ตกต่ำลง
ยิ่งกว่านั้นความหมายก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก
เนื่องจากเหตุนี้ เราจึงคอยเนื้อร้องกันมาเป็นเวลาแรมปี
อย่างไรก็ตามในเย็นวันศุกร์หนึ่งกลางเดือน กรกฎาคม ๒๕๐๗
พวกเราได้มีโอกาสเข้าไปร้องด้วยเนื้อเพลงที่คิดว่าดีแล้ว
ถวายและออกกอากาศจากสถานี วิทยุ อส.
ในพระราชวังสวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพอพระราชหฤทัย
แต่รับสั่งว่า พระองค์ไม่ทรงสันทัดในการใส่คำ
ฉะนั้น จึงปล่อยให้เป็นเนื้อร้องของพวกเราและให้หารือกัน
ถ้ายังไม่พอใจก็ค่อยๆคิดแก้ไข
และพระราชทานพระบรมราชานุญาติให้นำ
ไปร้องเป็นการชั่วคราวได้
ซึ่งหลังจากนั้นทางกรมนาวิกโยธินก้อให้ทหารร้องเป็นการชั่วคราวไปก่อนและได้นำออกอากาศครั้งหนึ่งทางวิทยุโทรทัศน์
ช่อง ๗ ในรายการเสนาปริทัศน์ และเมื่อปลายเดือน เมษายน
๒๕๐๘ นี้ ณ พระราชวังไกลกังวล
อันเป็นที่กำเนิดของเพลงราชนาวิกโยธิน ภายใต้การนำของ
พล.ร.ท. กาฬวรรณดิศ ดิศกุล สมุหราชองครักษ์
ผู้ทรงเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมนาวิกโยธิน
มาแล้ว และยังทรงมึความรู้สึกเป็นทหารนาวิกโยธินอยู่ตลอดมา
พร้อมด้วยพวก Vikings
ซึ่งนำเรือใบข้ามอ่าวมาจากสัตหีบก็ได้ร้องเพลง
“ราชนาวิกโยธิน”
ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ
เป็นวาระแรกภายหลังที่มี
พระราชกระแสร์รับสั่งเมื่อ ๖ ปีเต็มที่ผ่านมา
ผมได้กล่าวแล้วว่าเพลงนี้ยังไม่สมบูรณ์
และความเป็นมาก็จะดำเนินต่อไปอีก แต่สำหรับเนื้อร้องนั้น
ผู้ร่วมกันจัดเค้าโครงครั้งแรก ด้วยความอุตสาหพยายามเป็นอย่างยิ่งก็คือ
ร.อ. จตุรงค์พันธุ์คงชื่น และ ร.อ. สุมิตร ชื่นมนุษย์
ต่อมาได้ตกแต่งขัดเกลาแก้ไข เปลี่ยนแปลง
โดยท่านต่างๆเท่าที่ดำเนินการมาแล้วก็มี
คุณแมนรัตน์ ม.ล.
มณีรัตน์ บุนนาค
พล.ร.ต. จวบ หงสกุล และ น.ท. ปรีชา ดิษยะนันทน์
พล.ร.ต. สนอง นิสาลักษณ์
๒๒ ก.ค. ๐๘
|